วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2559

การลงโทษแก่ผู้ผิด เพราะล่วงสิกขาบท

 
การลงโทษแก่ผู้ผิด เพราะล่วงสิกขาบทมี ๒ อย่าง คือ :-
               ก. ลงมหันตโทษ คือปรับโทษเป็นปาราชิก จะเป็นภิกษุอีกไม่ได้ตลอดชาติ.
              ข. ลงอุกเขปนียกรรม คือยกออกเสียจากหมู่ชั่วคราว จนกว่าผู้ผิดจะยอมรับสารภาพ. และอยู่กรรม คือประพฤติวัตรตามกฏที่ท่านกำหนดไว้ ดังมีแจ้งอยู่ในวินัยมุขเล่ม ๓ แล้ว. และลุกะโทษ คือ
   แสดงเปิดเผยเสียแก่ภิกษุด้วยกัน.
   อาบัติทั้งปวงว่าโดยความเยียวยามี ๒ คือ :-
              ๑. แก้ไขไม่ได้ เรียกว่า อเตกจฉา.
              ๒. แก้ไขได้ เรียกว่า สเตกิจฉา.
             "อเตกจฉา" คือ อาบัติที่ภิกษุต้องเข้าแล้วแก้ไขไม่ได้นั้น คือปาราชิกาบัติ เพราะว่า  ต้องเข้าแล้ว ไม่มีอุบายอันใดอันหนึ่ง จะเยียวยาให้คงเป็นสมณะได้
   แม้ถือเพศเป็นคฤหัสถ์แล้วมาบวชอีกก็ไม่เป็นภิกษุ เปรียบเหมือนบุคคลผู้ล่วงกฏหมายของบ้านเมือง ที่ต้องลงโทษหนักถูกประหารชีวิตแล้ว ไม่มีทางจะกลับคืนชีวิตได้อีก.
              "สเตกิจฉา" คือ อาบัติที่ต้องเข้าแล้ว ยังพอจะเยียวยาแก้ไขได้นั้น คือกองอาบัติ นอกจากปาราชิกาบัติ.

วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2559

อุกเขปนียกรรม แปลว่า กรรมอันสงฆ์พึงทำแก่ภิกษุอันจะพึงยกเสีย(จากหมู่คณะ) อย่างไร?


ถาม. ภิกษุอยู่ในฐานะอย่างไร ชื่อว่า " อุกฺขิตฺตโก " ผู้อันสงฆ์ยกเสียแล้ว ? ภิกษุที่ไปคบด้วยภิกษุเช่นนั้น จะต้องอาบัติอะไร ด้วยสิกขาบทไหน ?
         ตอบ. ภิกษุผู้ไม่เห็นอาบัติ ไม่ทำคืนอาบัติ พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้สงฆ์ลงโทษ ทำอุกเขปนียกรรมแล้ว เรียกว่า " อุกฺขิตฺตโก " ผู้อันสงฆ์ยกเสียแล้ว,ไม่ได้สิทธิเข้าร่วมสังฆกรรมกับสงฆ์ จนกว่าสงฆ์จะประกาศยกเลิกอุกเขปนียกรรมนั้น. ภิกษุใดไปสมคบด้วย ท่านปรับอาบัติปาจิตตีย์ ด้วยสิกขาบทที่ ๙ แห่งสัปปาณวรรค.


อุกเขปนียกรรม แปลว่า กรรมอันสงฆ์พึงทำแก่ภิกษุอันจะพึงยกเสีย. ภิกษุใดถูกสงฆ์ทำกรรมนี้แล้ว ภิกษุนั้นชื่อว่า " อุกฺขิตฺตโก "  แปลว่า ผู้อันสงฆ์ยกเสียแล้ว ไม่ได้เพื่อจะทำสมโภค เพื่อจะเข้าสังวาส และเพื่อจะอยู่ร่วมด้วยภิกษุทั้งหลาย อธิบายว่า ถูกตัดสิทธิแห่งภิกษุชั่วคราว. การทำกรรมนี้ เป็นการลงโทษอย่างแรง สงฆ์ได้ทำเพราะไม่เห็นและเพราะไม่ทำคืนอาบัติ แก่ฉันนะภิกษุเป็นครั้งแรกได้ทำเพราะไม่สละทิฐิบาป แก่อริฏฐภิกษุเป็นครั้งแรก.

              ในภิกษุผู้เป็นอาทิกัมมิกะเหล่านี้ ภิกษุอัสสชิและปุนัพพสุกะ  ผู้ถูกทำปัพพาชนียกรรม และอริฏฐภิกษุ ผู้ถูกทำอุกเขปนียกรรมเพราะไม่สละทิฐิบาป ไม่ประพฤติอ่อนน้อม สึกเสีย กรรมนั้นจึงเป็นอันไม่ได้ระงับ ส่วนภิกษุเหลือจากนั้น ได้ประพฤติอ่อนน้อมสงฆ์ได้ระงับกรรมนั้น.

อุกเขปนียกรรม ควรลงโทษแก่ภิกษุผู้ประพฤติเช่นไร ?

ถาม.อุกเขปนียกรรม ควรลงโทษแก่ภิกษุผู้ประพฤติเช่นไร ?



         ตอบ. ควรลงโทษแก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติอันเป็นส่วนเทสนาคามีนีแล้วไม่ทำคืนอาบัติ ๑
ที่ทิฎฐิอันเป็นบาป ไม่ยอมสละ ทิฎฐินั้น ๑.
ซึ่งเป็นทางเสียสีลสามัญญตา และทิฎฐิสามัญญตา


สงฆ์พึงทำกรรมชื่อนี้  ๓ สถาน ในเพราะไม่เห็นอาบัติ ในเพราะไม่ทำคืนอาบัติ หรือในเพราะไม่สละทิฎฐิบาปนั้น สถานใดสถานหนึ่งได้.
                                                                                 ราชกวี


อุกเขปนียกรรม กรรมคือการยกเสียจากการสมโภค (คบหา) กับสงฆ์, ตัดสิทธิ์ของภิกษุเสียชั่วคราวเพราะไม่เห็นอาบัติ หรือเพราะไม่ทำคืนอาบัติหรือเพราะไม่สละทิฏฐิบาป.

 ถ้ามีภิกษุต้องอาบัติแล้ว ไม่ยอมรับว่าเป็นอาบัติ เรียกว่าไม่   เห็นอาบัติ หรือไม่ทำคืนอาบัติ หรือมีทิฏฐิบาปไม่ยอมสละ เป็นทางเสียสีลสามัญญตาหรือทิฏฐิสามัญญตา สงฆ์เห็นสมควรจะนิคคหะพึงทำกรรมชื่อนี้ ๓ สถาน ในเพราะสถานใดสถานหนึ่ง คือ
๑.ในเพราะไม่เห็นอาบัติ
๒.ในเพราะไม่ทำคืนอาบัติ
๓.หรือในเพราะไม่สละทิฏฐิบาป แก่เธอตามเรื่องของเธอ

ยกเธอเสียจากการสมโภคกับสงฆ์.